การเติบโตของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย

ถึงวันนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนการผลิตต่ำลงเรื่อยๆ เห็นได้จากผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน พบว่า ราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์เฉลี่ยของทุกเทคโนโลยี มีการปรับลดลงจาก 1.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ ในเดือนธันวาคม 2554 มาเหลือเพียง 0.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ในเดือนตุลาคม 2555 หรือลดลงมาประมาณ 26% ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยปรับตัวลดลงจาก 70.4 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ลงมาอยู่ที่ 60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ หรือลดลงประมาณ 15% และยังมีการคาดว่าในปี 2556 ต้นทุนการผลิตจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 55 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ หรือส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังขยับลงมาใกล้กับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิส ที่อยู่ในระดับ 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งอาจจะจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้นได้ เนื่องจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วยังไม่ถึง 400 เมกะวัตต์ ดังนั้น โอกาสในการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีอีกมาก และกล่าวได้ว่าเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี (2555-2564) ที่กำหนดไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่นั้น หลังจากกระทรวงพลังงานหยุดรับซื้อไฟฟ้าไปเมื่อช่วงกลางปี 2553 เพื่อศึกษารูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ จากเดิมที่เป็นการส่งเสริมแบบการให้ส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (Adder) 6.50 – 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนจริงหรือ Feed-in Tariff ในระยะเวลา 25 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาของหลายฝ่ายว่าจะอยู่ในอัตราใด หลังจากที่ สนพ.ได้มีข้อเสนอออกมาอยู่ที่ 5.12 บาทต่อหน่วย โดยภาคเอกชนยังมองว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป เนื่องจากมองว่าต้นทุนการพัฒนาโครงการยังอยู่ในระดับกว่า 70 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ยังไม่ได้ลดลงตามที่ สนพ.ได้ศึกษา ประกอบกับ Feed-in Tariff ควรจะนำมาใช้สำหรับโครงการใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า ไม่ควรนำมาใช้ในช่วง 1 ปีนี้ เนื่องจากจะกระทบกับผู้ที่อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ

นายสหัส ประทักษ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ได้ให้มุมมองว่า ผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ควรจะต้องมีความพร้อม ในหลายๆ ด้าน เช่น การมีที่ดินมากพอในการสร้างโรงไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1 เมกะวัตต์นั้น ต้องใช้พื้นที่ในการตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ถึง 15 ไร่ รวมทั้งยังต้องศึกษาสภาพพื้นที่ในการสร้างโรงไฟฟ้าว่ามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อสร้างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะมีอายุราวๆ 25 ปี ทำให้ค่าดูแลและบำรุงรักษาในแต่ละปีค่อนข้างสูง ทั้งนี้ หากภาครัฐมีความชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ค่าไฟฟ้าที่รับซื้อให้ผลตอบแทนจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุนพอสมควร รวมถึงมีการเปิดกว้างรับซื้อรอบใหม่ จะทำให้โอกาสในการเติบโตของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีอีกมาก

“อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังได้พลังงานไม่แน่นอน ขึ้นกับความเข้มของแสงแดดซึ่งควบคุมไม่ได้ และถ้าต้องการผลิตไฟฟ้ามากๆ ก็จำเป็นต้องใช้ที่ดินมาก ดังนั้น นับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่เราจะใช้แต่พลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียว คงต้องผสมผสานกับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทอื่นด้วย เพื่อที่เราจะสามารถผสมผสานการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศได้มากที่สุด” นายสหัส กล่าวทิ้งท้าย

ที่มางานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่องอัตตราการรับซื้อไฟฟ้าจากดครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบฟีดอินทารีฟ จัดโดยกระทรวงพลังงาน วันที่ 11 ธ.ค.55 ณ รร.เดอะทวินทาวเวอร์

http://www.egco.com/th/energy_knowledge_solar10.asp